1/21/2556

Derivatives Hedging for Thai Equities


ก่อนอื่นผมขอแจ้งก่อนนะครับว่าตอนนี้เว็ปนี้เรียกได้ว่า Inactive ไปแล้วเนื่องจากผม Move เข้า Facebook Page http://www.facebook.com/tradetactic นะครับ เพราะว่าผมชอบ Facebook ตรงที่รวดเร็วและ Interactive กับผู้อ่านครับ ดังนั้นเว็ปไซท์นี้จะเป็นที่เก็บสะสมรวบรวมบทความของผม และไว้สำหรับโพสบทความเฉพาะกิจครับ สำหรับบทความนี้เป็นบทความเฉพาะกิจที่ผมสัญญากับพี่ๆในกลุ่มว่าจะเขียนให้นะครับ เอาหละครับมาเริ่มกันเลย
จากการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นมาในระดับที่หวาดเสียวและน่ากลัว นักลงทุนทั้งหลายเริ่มตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรดีที่เวลาหุ้นตกแล้วไม่ขาดทุนแต่ก็ยังไม่อยากขายหุ้นที่ซื้อไว้เพราะหุ้นมีปันผลดีเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ถืออยู่ คำตอบนั่นก็คือตราสารอนุพันธ์ครับ ผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงเคยได้ยินคำว่าอนุพันธ์กันมาบ้างโดยเฉพาะตัว SET50 Index Futures ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก บางท่านอาจจะเคยเทรดเองเสียด้วยซ้ำ ซึ่งตัว SET50 Index Futures นอกจากจะเป็นเครื่องมือเก็งกำไรอันแสนสนุก ยังสามารถเอามาป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยนะครับ
ก่อนที่เราจะลงรายละเอียดกันว่า SET50 Index Futures นั้นป้องกันความเสี่ยงอย่างไร เรามาดูกันก่อนดีกว่าครับว่า เราจะต้องรู้อะไรกันก่อนบ้าง สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องรู้ก่อนจะเริ่มกันมีสามคำ คือคำว่า Exposure, Beta และ Correlation ทั้งนี้ผมจะขอถือว่าทุกท่านรู้พื้นฐานของ Futures สำหรับเก็งกำไรมาแล้วนะครับ ดังนั้นบางคำเช่นคำว่า Leverage, Gearing, Cash Settlement, Initial Margin ผมจะไม่อธิบายนะครับ หากท่านไม่ทราบในเว็ปของตลาดอนุพันธ์(http://www.tfex.co.th) จะมีข้อมูลให้ครบถ้วนครับ
สำหรับคำแรกคือคำว่า Exposure ครับ คำว่า Exposure ถ้าจะแปลกันแบบเกรียนๆเลยก็คือการเปิดตัวเองต่อความเสี่ยงในตลาดครับ เพื่อจะให้เห็นภาพเรามาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ ตัวเลขที่ผมจะพูดคือตัวเลขสมมุติล้วนๆไม่มีการพูดความจริงเหมือนสภาโจ๊กครับ สมมุติว่าดัชนีหุ้น SET50 อยู่ที่ 1000 นะครับ หากท่านนักลงทุนมี Position เป็น Long Futures 1 Contract ด้วยเงิน Initial Margin 100,000 บาท ผมถามท่านว่า ความเสี่ยงของการขึ้นลงของดัชนีที่ท่านได้รับคือ 100,000 หรือเปล่า ? คำตอบคือไม่ครับ ด้วยการที่ SET50 Futures มี Multiplier เท่ากับ 1,000 แปลว่าท่านนักลงทุนจะกำไรหรือขาดทุนเท่ากับการลงทุนด้วยเงินสด 1,000,000 บาทครับ หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่า Exposure เท่ากับ 1ล้านบาทครับ
คำที่สองคือว่า Beta ครับ คำนี้เป็นคำที่ฮิตกันมากว่าหุ้นไฮเบต้าในสมัยก่อนคือหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ แต่น้อยคนที่ไม่ได้เรียนไฟแนนจะทราบว่าความหมายที่แท้จริงขอบคำว่าเบต้าคืออะไร สำหรับคำว่า Beta นั้น เอาแบบลูกทุ่งเลยก็คือ ถ้าตลาดขึ้นเท่านี้เปอร์เซ็น หุ้นตัวนั้นจะขึ้นเป็นกี่เท่าของตลาด ยกตัวอย่างนะครับ ตลาดหุ้นขึ้น 1% แล้วหุ้นบริษัทกอไก่ ขึ้น2% หรือว่าลง 2% แปลว่าค่าเบต้าจะอยู่ประมาณ 2 ครับ การหาค่าเบต้าจะไม่สนใจว่าผลตอบแทนของหุ้นเมื่อเทียบกับตลาดเป็นบวกหรือเป็นลบ แต่จะสนใจแค่ว่าขึ้นหรือลงมากกว่าตลาดกี่เท่าครับ
คำที่สามคือคำว่า Correlation โดยคำนี้มีความหมายว่า หุ้นตัวนั้นจะเคลื่อนตัวไปในทางเดียวกับตลาดแค่ไหน หากตลาดขึ้นแล้วหุ้นตัวนั้นขึ้น ตลาดลงแล้วหุ้นตัวนั้นลง ตลาดนิ่งหุ้นตัวนั้นนิ่ง เป็นอย่างงี้ตลอดกาล แปลว่า Correlation ของหุ้นกับตลาดเท่ากับ 1 ครับ กรณีที่ตลาดลงแต่หุ้นขึ้น ตลาดขึ้นแต่หุ้นลง หรือว่าหุ้นกับตลาดสวนทางกันตลอด และเป็นแบบนี้ตลอดกาล แปลว่า Correlation ของหุ้นตัวนี้เท่ากับ -1 นั่นเองครับ และหากหุ้นหาความสัมพันธ์กับตลาดไม่ได้ ไม่ว่าตลาดจะนิ่งหรือขึ้นหรือลง หุ้นตัวนั้นก็ขึ้นๆลงๆอย่างปั่นป่วน แปลว่า Correlation เท่ากับ 0 ครับ
เอาหละครับ ท่านมีความรู้เพียงพอที่จะมาลอง ทำ Derivative Hedging แบบง่ายกันแล้วครับ เรามาเริ่มทำกันดีกว่าครับ สมมุติว่าท่านมีพอร์ตหุ้นมูลค่า 10 ล้านบาท โดยพอร์ตหุ้นของท่านมีค่าเบต้าเท่ากับ 1.4 และมีค่า Correlation ระหว่างพอร์ตกับ SET อยู่ที่ 0.94 (ถ้าท่านไม่ลงทุนในหุ้นปั่นหรือปันผลชาติหน้า Correlation ระหว่างหุ้นจะใกล้เคียง1ครับ) โดยการใช้ Futures Hedge อย่างง่ายๆนั้น ค่า Correlation จะต้องเข้าใกล้ 1 ครับ เพราะถ้าไม่เข้าใกล้1 การ Balance Exposure จะทำได้ยากและ Hedging Efficiency จะต่ำครับ
จากตัวอย่างที่ผมสมมุติขึ้นมานั้น จะแปลกันตรงๆแบบเกรียนๆเลยก็ได้ว่า พอร์ตหุ้นที่ว่าจะเคลื่อนไหนเหมือนการลงทุนในดัชนีด้วยเงินลงทุนที่ Beta คูณกับมูลค่าหุ้น ซึ่งก็คือ 10,000,000 x 1.4 = 14 ล้านนั้นเองครับ ดั้งนั้นคุณจำเป็นจะต้อง Short Futures ทั้งหมด 14 สัญญา เพื่อให้ Exposure ของ Futures เท่ากับ 14 ล้านนั่นเองครับ ฟังดูแล้วง่ายไหมล่ะครับ
ผมเชื่อว่าถึงจุดนี้ทุกท่านคงจะถามผมว่าแล้วจะไปตรัสรู้ค่า Beta และ Correlation ของพอร์ตได้อย่างไร คำตอบคือ Excel ช่วยท่านได้ครับ ผมแนะนำให้ท่านลองไปศึกษาหรือหาหนังสือเกี่ยวกับ Excel ที่พูดถึงการใช้ฟังก์ชั่นทางสถิติ ซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่ยากเกินความสามารถหากท่านต้องการใช้จริงๆครับ
จากที่ผมเล่าให้ฟังมาทั้งหมด อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่าผลตอบแทนจะเป็นศูนย์นะครับ เพราะหุ้นมีเงินปันผลให้ แต่ท่านไม่จำเป็นต้องจ่ายปันผลนั้นให้ Futures ดังนั้นควรเลือกวันที่ Futures มี Basis เป็น Premium เมื่อเทียบกับ SET50 Spot ครับผม

4/24/2555

Apple Story


วันนี้ผมจะมาคุยเรื่อง Apple Stock ครับ ผมคิดว่าหุ้น Appleนั้นเป็นกรณีศึกษาที่หน้าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากการคลื่อนไหวในรอบที่ผ่านมามีลักษณะเรื่องราวที่น่าสนใจนะครับ โดยรอบปีกว่าๆที่ผ่านมา Apple นั้นไม่รู้จักคำว่า ตก โดยวิ่งจากร้อยกว่าเหรียญมาร่วมๆหกร้อยเหรียญในปัจจุบัน ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ผมไม่เคยเทรดหุ้นตัวนี้นะครั บ เพราะก่อน Jobs ตาย ผมประเมิณว่าความเสี่ยงสูงเกินไปเนื่องจากผมไม่สามารถคาดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหาก Jobs ตายได้ โดยหุ้นตัวนี้มี Earnings Growth ในระดับที่สูงมาก รวมทั้งมี Market Cap สูงระดับเกิน US$500Billion จนทำให้รอบปีที่ผ่านมา คนมองหุ้น Apple กลายเป็น Asset Class ประเภทหนึ่งเหมือนทองคำไปแล้ว ถึงขนาดที่กองทุนรวมบ้านเราบางกองจะขนเงินไปซื้อ Apple เลยก็มี
ผมว่าความคิดและมุมมองแบบนี้น่ากลัวมากครับ ที่หุ้น Apple ในรอบปีทีผ่านมา อยู่ใน Must Buy List ของสถาบันระดับโลกหลายแห่ง โดยมีกูรูด้าน Tech Stock ประเมิณว่าราคาหุ้น Apple น่าจะขึ้นต่อไปภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “Whatever Apple will do in the future, Apple must keep doing it. “ ซึ่งผมเลยต้องข้อสงสัยว่า “Could Apple do what they did forever?”  ซึ่งคำตอบก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่าเป็นไปได้ยากมาก โดย Apple จำเป็นที่จะต้องขาย iPhone หรือ iPad ให้ได้ถล่มทลายไปเรื่อยๆ ซึ่งยากมากเพราะ Tim Cook เป็น Terrific Engineer แต่ไม่ใช่ Terrific Innovator ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่ว่า Apple จะดำเนินไปอย่างไรในอนาคต

4/19/2555

ว่าด้วยเรื่องตั๋ว B/E กับ กลต. (แรง!!!!)

สวัสดีครับ หลังจากที่ผมเบี้ยวไม่ได้เขียนบทความมาพอสมควร ผมกลับมาเขียนตามที่สัญญากันแล้วนะครับ วันนี้ผมจะเล่าเรื่องการล้วงลูกธนาคารพาณิชย์ของ กลต ครับ
ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องนี้เราต้องมองวันที่ความเป็นจริงไม่ใช่ความฝัน ว่าสำนักงาน กลต. เป็นองค์กรที่เหมือนและทำท่าว่าจะอิสระแต่ความจริงแล้วมีผลประโยชน์ทั้งที่ทับซ้อนและไม่ทับซ้อนกันอย่างมหาศาล เพราะหากภาคธุรกิจสามารถควบคุมหรือรู้เห็นการทำงานข้างในของผู้คุมกฏ จะสร้างความได้เปรียบได้แบบโคตรรวยต่อตัวเองและโคตรโกงต่อคู่แข่งครับ บางคนว่า กลต. โปร่งใสและเที่ยงธรรม แต่ความจริงแล้วนั้น กลต.ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เพราะหัวเรือใหญ่ซึ่งก็คือประธาน กลต. จะต้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นนักการเมืองตามมาตราที่8ของพรบ.หลักทรัพย์ ปี2535  นั่นแปลว่า อำนาจทางการเมืองเข้ามาควบคุม กลต. ในระดับสูง จนไปถึงระดับล่างที่มีลูกหลานของผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์หรือโบร๊กเกอร์มานั่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ใน กลต. ก็ยังมี
การที่ กลต. มีสภาพเป็นอย่างที่ผมเล่า ย่อมนำมาสู่การทำ กลต. ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ซึ่งจะนำมาสู่ประเด็นที่ผมจะคุยให้ฟังในวันนี้ครับ
จะที่ผมคุยให้ฟังคร่าวๆว่า กลต. จะเข้ามาควบคุมการออกตั๋ว B/E ของ ธนาคารพาณิชย์นั้น ถ้าจะทำจริงก็ไม่ควรมีข้อยกเว้นสำหรับเงินฝากเพราะตั๋วแลกเงินไม่ได้มีความเสี่ยงแตกต่างเงินฝากเท่าใดนัก หากดูกันจริงๆใน พรบ.หลักทรัพย์ ปี2535 มาตราที่4 จะพบว่าใน ข้อที่3 ได้ให้ความจำกัดความหลักทรัพย์คลอบคลุมตั๋วเงินซึ่งมีคำนิยามเพิ่มเติมว่า ตั๋วเงินหมายความว่า ตั๋วเงินที่ออกเพื่อจัดหาเงินทุนจากประชาชนเป็นการทั่วไป ตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด ซึ่งถ้าตั๋ว B/E เป็นตั๋วเงิน เงินฝากประจำก็ต้องเป็นตั๋วเงินด้วยเพราะไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าใดนัก ต่างกันเพียงแค่เงินฝากได้รับความคุ้มครอง1ล้านบาทแรกซึ่งไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรมากนัก การที่กลต.ระบุว่า B/E นั้นมีความซับซ้อนทำจึงให้ขายกับนักลงทุนที่ลงทุนมากกว่า10ล้านขึ้นไปเพราะกลัวรายย่อยจะไม่เข้าใจ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆก็ควรประกาศห้ามขายกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนต่ำกว่าสิบล้านด้วย เพราะกองทุนรวมโดยเฉพาะกองทุน FIF นั้น มีความซับซ้อนและความเสี่ยงซ่อนเร้นสูงกว่าตั๋ว B/E อีก
อันที่จริง ผมมองว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากผู้ขายตั๋วซึ่งยังไม่ได้คุณภาพเท่าใดนักสำหรับประเทศไทย มีความรู้ไม่เพียงพอทำให้ความเข้าใจเนื้อหาของตราสารประเภทต่างๆอาจจะไม่ลึกพอที่จะอธิบายให้นักลงทุนเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ซึ่งแม้แต่คนที่ผ่าน Single License ก็ยังไม่เพียงพอในความรู้สึกผมเพราะเนื้อหาการสอบไม่คลอบคลุม TVM ซึ่งเป็นพื้นฐานหัวใจหลักของตราสารหนี้ (มันให้เอาแค่เครื่องคิดเลขแม่ค้าตามตลาดเข้าสอบ ห้ามนำเครื่องคิดเลขทางการเงินเข้า คิดดูสิครับว่าอนาถขนาดไหน)
ผมมีความเห็นว่า กลต.นั้น มีผู้รู้ที่เรียนจบสูงๆมากมายเต็มไปหมด เรื่องแค่นี้ไม่น่าเกินกำลังสติปัญญาของเลขาธิการ กลต. ที่จะมองเห็น ซึ่งการที่กลต. เข้ามาแทรกแซงนั้น ถ้าไม่ได้แกล้งโง่ก็มีผลประโยชน์แอบแฝง 


หมายเหตุ: ทั้งหมดเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่มีจุดประสงค์ที่จะชี้นำใคร ข้อมูลขณะเขียนบทความและข้อมูลปัจจุบันอาจคลาดเคลื่อนได้เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลตลอดเวลา

2/16/2555

Euro Zone Crisis Watch : Part2

ที่ผ่านมาหากติดตามบทความผมจะพบว่า ผมมักจะเขียนบทความในเชิงลบแม้หลายๆครั้งเวลาตลาดปรับตัวขึ้นก็ตาม จริงๆแล้วผมไม่ใช่คนที่มองโลกแง่ร้ายหรือว่าอะไรหรอกนะครับ เพียงแต่ผมเห็นว่านักวิเคราะห์ทั้งหลายเขียนบทวิจัยในแง่ดีเยอะแล้ว และหากนักวิเคราะห์เขียนบทวิจัยในแง่ลบก็จะเป็นที่เพ่งเล็งได้ครับ
สำหรับการ Update ตลาดรอบนี้ ผมคิดว่ามีเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมามากพอที่จะเขียนเป็นบทความได้ครับ
เรามาเริ่มที่ปัญหาของกรีซกันเลยดีกว่า ตัวผมเองมองสถานการณ์ในประเทศกรีซค่อนข้างเลวร้ายมากถึงมากที่สุด หากคุณอ่านข่าวในเว็ปสำนักข่าวชั้นนำต่างประเทศหรือดูข่าวต่างประเทศจะพบว่า ภาพที่เห็นในทีวีหรืออินเทอร์เน็ตของประเทศกรีซจะพบกว่า ภาพที่เห็นช่วงคล้ายคลึงกับห้างเซ็นทรัลเวิลตอนที่เสื้อแดงเผากรุงเหลือเกิน ซึ่งแสดงถึงความโกรธเคืองและไม่พอใจของประชาชนทั้งหลาย ซึ่งผมไม่คิดว่าปัญหาจะจบได้ในเร็ววันนี้
หากเรามองรายละเอียดแล้ว เราจะพบว่ากรีซมีทางออกทางเดียวคือรับเงินจาก ESFS หรือ European Financial Stability Facility ที่จะยื่นมือเข้ามาในการช่วยเหลือเท่านั้น เพราะว่าตัวประเทศกรีซเอง ไม่สามารถที่จะ Refinance พันธบัตรของตนเองด้วยวิธีปกติได้เนื่องจาก Yield ในตลาดพันธบัตรของกรีซสูงถึง 30%ต่อปี (เลวร้ายกว่าดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตบ้านเราอีก) แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า แม้กรีซยอมชำระอัตตราดอกเบี้ยที่แพงลิบลิ้วซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วก็ตาม คนที่มีสติดีคนไหนจะเข้ามาประมูลพันธบัตรกรีซ ณ ขณะนี้ ดังนั้น กรีซจึงจำเป็นที่จะต้องทำทุกทางที่จะให้ได้รับอนุมัติเงินช่วยเหลือจาก EFSF ครับ
ที่ผมเขียนมาทั้งหมด เป็นเพียงการเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาตั้งแต่ Crisis Watch ครั้งที่แล้วนะครับ โดยสิ่งที่เราต้อง Focus ต่อไปก็คือ จะเกิดอะไรต่อไปจากนี้
สิ่งที่ผมคิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตคือความยุ่งเหยิ่งอย่างยิ่งยวด โดยจากปัญหาเศรษฐกิจจะนำไปสู่ปัญหาการเมืองในกลุ่มยูโรโซนและตามไปด้วยปัญหาการเมืองของประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือนั่นเอง โดยรายละเอียดเป็นดังนี้ครับ หากกรีซยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือจาก ESFS แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่ ESFS จะต้องเพิ่มทุนเพราะว่าปริมาณเงินจะถูกกระทบอย่างมีนัยสำคัญถึง 1/7 ในเงินทั้งหมด ซึ่งคงหนีไม่พ้นที่ฝรั่งเศษและเยอรมันจำเป็นจะต้องเป็นคนเพิ่มทุน อันจะนำไปสู่การเมืองในประเทศของเยอรมันและฝรั่งเศษทันที เพราะสองประเทศนี้เป็นผู้ที่ส่งเงินเข้า ESFS มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสอง
ผมถามคุณง่ายๆนะครับว่า สมุตติถ้าอาเซียนรวมตัวกันแล้วและเศรษฐกิจพม่าหรือลาวมีปัญหา คุณเป็นคนไทยคุณจะยอมให้เอาเงินภาษีที่คุณจ่ายไปช่วยเพื่อนบ้านหรือไม่? แม้คุณจ่ายภาษีให้นักการเมืองโกงกิน แต่นักการเมืองที่อยู่ในประเทศไทยก็ใช้เงินไม่ว่าจะจับจ่ายหรือซื้อเสียงกับคนไทย ซึ่งอย่างน้อยก็ยังมีประโยชน์เพราะกระตุ้นเศรษฐไทย แต่การเอาเงินไปให้เพื่อนบ้าน มันไม่สร้างประโยชน์กับประเทศอะไรเลยนอกจากกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แนบแน่น
ดังนั้น ผมยังมองว่าปัญหานี้ยังคงอีกยาวไกล และหนี้สินของกรีซน่าจะหลอกหลอนเราไปอีกหลายปีครับ ถ้ามีอะไรที่เป็นเหตุการณ์สำคัญ ผมจะเอามา Update ให้อีกรอบครับ

1/07/2555

เรื่องของหุ้นพัดลมสีฟ้า

สวัสดีปีใหม่ครับท่านนักลงทุนทุกท่าน วันนี้ผมถือโอกาสเปิดปีด้วยการพูดถึงหุ้นรายตัวเป็นครั้งแรก  โดยหุ้นที่ผมจะพูดถึงก็คือหุ้น DTAC ครับ ผมขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ผมไม่มีส่วนได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อมกับหุ้นดังกล่าว รวมทั้งไม่ได้ทำงานเป็นพนักงาน/เจ้าหน้าที่ขององค์กร/บริษัทใดๆที่เกียวข้องกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือการจัดการลงทุนใดๆในประเทศไทย

ไม่น่ามานี้บริษัทDTACมีพฤติกรรมใจป้ำผิดปกติ โดยประกาศจ่ายปันผลพิเศษถึง 16.46 บาท ซึ่งหากรวมกับปันผลปกติแล้ว นับกว่าเกือบ 20 บาทเลยทีเดียว ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าน่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่เป็นแน่เนื่องจากน้อยครั้งที่จะนำ Retain Earning ทั้งหมดของบริษัทมาจ่ายเป็นปันผล

มาถึงจุดนี้ ผมขอมองในมุมมองของนักธุรกิจไม่ใช่นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นะครับ ถ้าผมเป็นเจ้าของกิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว การที่ผมจะนำกำไรสะสมทั้งหมดมาจ่ายเป็นปันผลถ้าไม่จากที่ผมต้องการเงินสด หรือไม่ก็ต้องการถ่ายเงินออกจากบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

การที่ DTAC จ่ายปันผลก้อนมหาศาลออกมานั้น ผมขอเพียงตั้งสมมุติฐานว่า อาจจะเป็นการถ่ายเงินจำนวนมหาศาลออกมาเพื่อให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่นำกลับประเทศเพื่อลดความเสี่ยงต่อคดีความที่กำลังถูกดำเนินการอยู่ก็เป็นได้ ที่ผมตั้งสมมุติฐานเช่นนี้ ก็เพราะว่าหากผมลงทุนในต่างประเทศแล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ผมเองก็ทำเช่นกัน ซึ่งในสมมุติฐานของผม ผมไม่ได้ฟันธงว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ต้องการทำธุรกิจนี้ต่อไปอีก เพียงแต่เป็นการคาดการว่า แรงกระตุ้นและความต้องการที่อยากจจะทำธุรกิจลดน้อยลง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นเพียงความเห็นส่วนบุคคล ขึ้นกับวิจารณญาณของผู้อ่านทุกท่านว่าจะคิดอ่านประการใด 

12/28/2554

2012 Prediction

การเมืองไทย


ผมคิดว่า รัฐบาลนี้น่าจะอยู่ได้ไปเรื่อยๆ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องไม่มีภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้ในปีหน้าอีก ผมเองมองว่าน้ำท่วมให้รอบปีที่ผ่านมา กระทบต่อความคะแนนนิยมของประชาชนต่อรัฐบาล และความเชื่อมั่นนักธุรกิจเป็นอย่างมาก แต่ไม่กระทบต่อคะแนนนิยมต่อตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเท่าใดนัก เนื่องจากพื้นที่ที่โดนน้ำท่วมไม่ใช่ฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทยที่เสื้อแดงให้การสนับสนุนเช่นภาคอีสานหรือภาคเหนือตอนบน เพราะหากมีน้ำท่วมที่เกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดในปีหน้าอีก พลังเงียบที่ได้รับผลกระทบ คงไม่สามารถที่ทนได้อีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างแน่นอน

เศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศไทย


อันนี้เราต้องแยกออกจากกันก่อนนะครับ ว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายมหาประชานิยมอย่างที่โฆษณาตอนหาเสียงกันขนาดไหน หากดำเนินนโยบายมหาประชานิยมแล้วนั้น ย่อมกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่จะทิ้งปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยในอนาคตตกอยู่ภาวะคล้ายประเทศกลุ่ม PIGS แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆของรัฐบาลด้วยว่า จะมีการนำนโยบายไปใช้จริงได้มากเพียงใด โดยผมมองว่า กำลังการบริโภคของผู้บริโภคที่เป็นชนชั้นกลางที่ทำงานบริษัทมีคอนโดในเมืองหรือบ้านชานเมืองจะเป็นกลุ่มที่ลดการบริโภคลงมากที่สุด ในขณะที่คนมีฐานะดี และคนจนที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากนโบายมหาประชานิยมน่าจะเป็นกลุ่มที่บริโภคคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นไม่มาก

ดัชนีหุ้นไทย


ผมเชื่อว่าในปีหน้า ดัชนีหุ้นไทยน่าจะคล้ายกับปีนี้ คือพายเรือในอ่าง ขึ้นๆลงๆ สุดท้ายก็ไม่ไปไหน หรือถ้าภาษา Trader ก็ต้องบอกว่า Extreme range bound consolidation นั้นเอง โดยความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจยุโรปน่าจะเป็นปัจจัยหลักต่อการขึ้นลงของดัชนีหุ้นไทยรวมทั้งหุ้นทั่วโลก

เศรษฐกิจสหรัฐ

ผมเชื่อว่าปีหน้าราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐโดยรวม น่าจะปรับตัวลดลง แต่ลดลงในอัตตราที่ช้าถึงช้ามาก ภาวะการยึดบ้านน่าจะเพิ่มขึ้นช้าถึงปานกลาง การผิดนัดชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจน่าจะลดลงโดยนโยบายภาษีต่างๆ โดยการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมน่าจะเติบโตได้ช้าแต่เติบโต เศรษฐกิจน่าจะปรับตัวเข้าสู่ "New Normal" หรือคล้ายภาพเศรษฐกิจไทยที่เกิดขึ้นหลังภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในช่วงปี 2541 เป็นต้นมา

เศรษฐกิจยุโรป


ผมเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจยุโรปขณะนี้(สิ้นปี2554) น่าจะดำเนินมาได้ 30%-40% แล้ว โดยเรายังไม่ถึงจุดที่เลวร้ายที่สุด ค่าเงินยูโรน่าจะถูกกดดันให้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆทั่วโลก โดยความเสี่ยงของประเทศในกลุ่ม PIIGS ที่จะโดนลอยแพจากยูโรโซน เป็นไปตามนี้ครับ

กรีซ - สูงมาก
ไอแลนด์เหนือ - สูง
โปรตุเกต - ปานกลางค่อนข้างสูง
อิตาลี - ปานกลาง
สเปน - ต่ำ ถึง ต่ำมากๆ

โดยที่ผมคิดว่า กลุ่มยูโรโซนและเงินยูโรมีความเป็นไปได้น้อยจะแตก  แต่ความแตกต่างของวิกฤตในสหรัฐและยุโรปคือ จีนคงไม่ช่วยเหลือยุโรปเหมือนที่ช่วยสหรัฐ  ซึ่งเหลือทางเลือกให้ประเทศในกลุ่มยูโรโซนไม่มาก นอกจากต้องพิมพ์ธนบัตรยูโรออกมากู้เศรษฐกิจ ดังนั้น ปัญหาหนี้ยุโรปยังเป็นปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบในปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เศรษฐกิจจีน


ผมคิดว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่น่าจะลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง การผิดนัดชำระหนี้น่าจะสูงขึ้นตลอดปี การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่น่าจะร้อนแรงเหมือนสองสามปีที่ผ่านมา การปล่อยสินเชื่อใหม่ของธนาคารพาณิชย์น่าจะลดลง ความเสี่ยงเศรษฐกิจจะสูงขึ้น แต่ด้วยความเป็นประเทศคอมมิวนิส ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลจีนจะเอาอยู่ แม้ว่าจีนจะเอาอยู่ แต่ก็คงไม่มีเงินไปไล่ซื้อพันธบัตรของประเทศในยุโรปเหมือนที่เคยกับสหรัฐ เพราะจีนคงได้เพียงแค่เอาตัวรอด แต่คงช่วยคนอื่นไม่ได้

ราคาน้ำมัน


ผมเองเชื่อว่าราคาน้ำมันไม่น่าจะไปไหนไกลจากนี้สักเท่าไหร่ น่าจะเคลื่อนตัวในกรอบ $80-$105/Bbl. เพราะหาราคาน้ำมันสูงเกิน $100/Bbl. เป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและโยงไปถึง Demand ของน้ำมันในที่สุด ซึ่งประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเขาไม่ยอมเสี่ยงที่จะให้เกิดอย่างแน่นอน

ราคาทองคำ


ผมเชื่อว่าทองคำในช่วงต้นปีมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุที่ว่าธนาคารกลางและพาณิชย์ต่างๆของยุโรปมีความจำเป็นที่จะต้องขายทองคำออกมากเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับตนเอง รวมทั้ง Hedge Fund ที่ประสบผลขาดทุนในปีนี้ คงมีความจำเป็นที่ต้องขายทองคำเพิ่มเป็นการ Deleverage และ สนองต่อการ Redemption ของผู้ลงทุน

แต่ราคาทองมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นทดสอบ $2000/Oz ในช่วงหลัง เนื่องมาจากการด้วยค่าของสินทรัพย์ต่างๆนั้นเอง

เศรษฐกิจโลก


ผมคิดว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะซึมแบบเซ็งๆตลอดปีหน้า แม้ไม่ถดถอยแต่ก็คงไม่โตเช่นเดียวกัน Hedge Fund มีโอกาสที่จะพากันปิดกิจการเหมือนปี 2008 อีกครั้ง โดยปี 2011 ที่ผ่านมา Hedge Fund ประสบภาวะขาดทุนแทบทุกกอง โดยเฉพาะ King of Hedge Fund อย่าง Mr.John Paulson ที่ Flagship Fund ของเขาขาดทุนถึงเกือบๆ 60% ในปีที่ผ่านมา

Technology

ผมคิดว่าสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอิเล็กทรอนิกและเทคโนโลยีในปีหน้ามีสองปัจจัยก็คือ น้ำท่วมไทยทำให้ Hard drive ขาดแคลน และการเสียชีวิตของ Steve Jobs โดยสินค้าของ Apple น่าจะเสียความเป็น Blue Ocean ไปหลังจากการเสียชีวิตของ Steve Jobs โดยมีโอกาสสูงที่ Apple จะลงมาห่ำหั่นกับ Samsung ซึ่งส่ง Galaxy  มาตีทั้ง Smartphone และ Tablet Computer ของ Apple จน Market Share ลดลงไปอย่างน่าใจหาย สำหรับธุรกิจคอมพิวเตอร์ ปัญหา Hard drive ขาดแคลนน่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด และเป็นไปได้ว่าการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ต่างๆจะถูกเลื่อนออกไปอย่างจำเป็น

เพิ่มเติม: ทิศทางอัตตราแลกเปลี่ยน


ผมเชื่อว่าหากยุโรปเข้าสู้ภาวะเศรษฐถดถอยในปีหน้า กระแสเงินน่าไหลเข้าตลาดพันธบัตรของสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โอกาสที่ค่าเงินดอลล่าจะแข็งค่าคงเป็นไปได้สูง รวมทั้งเงินสกุลหลักเอเชียคงจะตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะด้อยค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าสหรัฐ โดยเฉพาะเงินหยวน สิงคโปร์และฮ่องกงดอลล่า ยิ่งจีนชะลอตัวรุนแรงแค่ไหน เงินสกุลต่างๆในเอเชียยิ่งเสี่ยงมากเท่านั้น

สำหรับเงินยูโรแล้ว ผมคิดว่า EUR/USD มีโอกาสสูงมากๆที่จะลงไปทดสอบ 1.25 ยูเอสดอลล่า ต่อ 1 ยูโรดอลล่า

เงินออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ก็น่าจะยังเทรดล้อไปกับสินค้า Commodities ประเภทโลหะเช่นเดิม ไม่น่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลง

12/26/2554

ว่าด้วยเรื่องของกองทุนรวม RMF ทองคำ

ตามที่สัญญากันไว้ใน Facebook นะครับว่าสัปดาห์นี้ผมจะเอาเรื่องกองทุนรวม RMF ทองคำมาลงใน Blog

เรามาเริ่มต้นกันดีกว่าว่า กองทุน RMF ทองคำนั้นมีที่มาที่ไปกันอย่างไร?

RMF ทองคำนั้น จริงๆแล้วไม่ได้สำแดงใน Filing ว่าเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำแท่งนะครับ แต่เขาบอกว่า เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในหน่วยลงทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว นั้นแปลว่า การลงทุนของเขาไม่ได้ไปซื้อทองคำจริงๆครับ แต่ไปซื้อกองทุนทองคำปลายทางที่ไปซื้อทองคำนั้นเอง ซึ่งถึงตรงนี้ ไม่ต้องตกใจนะครับว่าเขาจะมีอะไรซ่อนไว้ใต้พรมหรือเปล่า เพราะว่ากองทุนที่เขาไปซื้อหน่วยลงทุนปลายทางก็คือ SPDR Gold Trust ซื้อเป็นกองทุนประเภท ETF ที่ซื้อทองคำแท่งนั้นเองครับ

แล้วกองทุนทองคำมีค่าใช้จ่ายเยอะแค่ไหน?
จากที่ผมบอกข้างบนว่า กองทุนรวม RMF ทองคำนั้นไม่ได้ไปลงทุนซื้อทองจริงๆ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายย่อมโดนสองต่อแน่นอนครับ ซึ่งก็คือค่าใช้จ่ายของกองทุนต้นทางในประเทศไทย และค่าใช้จ่ายของกองทุนปลายทางที่ต่างประเทศ รวมทั้งค่าธรรมเนียมนายหน้าที่ซื้อขาย(Brokerage Fee)ในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศครับ เรามา Break Down ค่าธรรมเนียมในแต่ละส่วนกันดีกว่าครับ ซึ่งแต่ละ บลจ. จะแตกต่างกันไป แต่ไม่แตกต่างกันมาก ซึ่งโดยเฉลี่ยจะคิดค่าบริหารจัดการ(Management Fee)อยู่ที่ 1.5% ต่อปี ซึ่งหากรวมค่าธรรมเนียมดูแลผลประโยชน์(Custodian Fee) ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน(Registrar Fee)  ก็จะอยู่ประมาณ 1.6% - 1.8% ต่อปี ซึ่งหากพิจารณา ค่าธรรมเนียมซื้อหน่วยลงทุน(Front-End Fee) ค่าธรรมเนียมขายหน่วยลงทุน(Back-End Fee) แล้ว จะอยู่ที่ขาละ 0.25% ซึ่งบางบลจ.อาจจะมีโปรโมชั่นลดค่าธรรมเนียมหรือไม่เรียกเก็บ ก็ลองศึกษาข้อมูลดูนะครับ

ในส่วนของค่าธรรมเนียมจัดการของกองทุนปลายทางนั้น เรียกได้ว่าเท่ากันทุก บลจ. ก็ว่าได้ครับ ซึ่ง เรียกเก็บค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 0.4% ต่อปี โดยกองทุนหลักมีขนาดถึง 6.48 หมื่นล้านเหรียญ คงไม่ให้ Deal พิเศษสำหรับกองทุนต้นทางขาดไม่กี่ร้อยล้านเหรียญหรอกครับ

สำหรับค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์นั้น ก็ต้องพิจรณาว่าเขาใช้บริการของบริษัทไหน ซึ่งแต่ละบริษัทจะมี Fee Structure ที่แตกต่างกัน โดยในส่วนนี้ผมเองก็ไม่ทราบว่าแต่ละกองทุนจะได้ Deal ที่ดีขนาดไหน

จากที่กล่าวมาทั้งหมด หากพิจรณาถึงค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยสมมุติว่า บลจ. ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมซื้อหน่วยลงทุน(Front-End Fee) และค่าธรรมเนียมขายหน่วยลงทุน(Back-End Fee) จะพบว่า ค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 2% ต่อปี นั่นแปลว่า หากคุณลงทุนในกองทุนทองคำ RMF ในขณะที่่ทองคำราคา $1600/Oz. ซึ่งเป็นระดับราคาทองในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ คุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียมกองทุนทั้งหมด $32/Oz. ต่อปี ซึ่งความคุ้มค่านั้นต้องดูว่าฐานภาษีคุณเท่าไหร่ ถ้าคุณเสียภาษีสัก 10% ก็คงไม่ฉลาดเท่าไหร่ที่จะลงทุน แต่ถ้าฐานภาษี 30-37% แล้วหละก็ ผมคิดว่าเป็นการลงทุนที่ไม่เลวเลยทีเดียวครับ อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง คุณรับกับความผันผวนของราคาทองได้แค่ไหน ซึ่งก็แล้วแต่บุคคลแหละครับว่าจะเหมาะสมหรือไม่

แล้วความเสี่ยงมากแค่ไหนและมีอะไรบ้าง?
ในส่วนนี้ผมคงประเมิณแตกต่างจะในหนังสือชี้ชวนนะครับ เพราะว่าผมเองมองว่าหนังสือชี้ชวนยึดติดกับการจัดระดับความเสี่ยงตามตำรามากเกินไปและไม่ยืดหยุ่นเท่าใดนัก

แน่นอนครับ คุณซื้อกองทุนทองคำ ก็ต้องพบเจอกับความผันผวนของราคาทองทองคำอย่างแน่นนอน ถ้าคุณซื้อทองแท่งกลับไปกอดที่บ้านแล้วคุณนอนหลับ(ไม่นับความเสี่ยงจากโจรนะครับ) แปลว่าคุณรับความเสี่ยงได้ครับ  กองทุนทองดีกว่าซื้อทองแท่งเพราะว่าไม่โดนขโมย/ปล้นและไม่ทำสูญหายครับ

สิ่งต่อมาก็คือ ความเสี่ยงของอัตตราแลกเปลี่ยยเงินตราระหว่างประเทศครับ ในส่วนนี้คุณต้องดูว่ากองทุนทำป้องกันความเสี่ยงอัตตราแลกเปลี่ยนไว้ไหม หากทำความเสี่ยงก็ย่อมลดลง แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มได้นะครับ อัตตราแลกเปลี่ยนทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่าค่อนข้างผันผวนด้วยสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั้งของประเทศไทยและประเทศอื่นๆทั่วโลก ดังนั้น ต้องพิจารณาจุดนี้ดีๆนะครับ

สำหรับความเสี่ยงอื่นๆที่เขียนไว้ในหนังสื้อชี้ชวนเช่น ความเสี่ยงของกองทุนปลายทาง ผมคิดว่าในโลกแห่งความจริงถือว่าน้อยจนไม่มีนัยสำคัญเลยก็ว่าได้ครับ

ความคิดเห็นส่วนบุคคลต่อกองทุนประเภทนี้


ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับว่า ผมไม่มีส่วนได้เสียใดๆจากกองทุน/บลจ.เหล่านี้ รวมทั้งผมไม่ได้ทำงานให้ บลจ. หรือสถาบัน/บริษทการเงินในประเทศไม่ว่าจะเป็นที่ใดทั้งสิ้น

ผมเองมองว่าค่าธรรมเนียม 1.5% หรือคิดเท่ากับกองทุนหุ้นนั้นแพงเกินไปครับ พูดตรงๆว่าเว่อร์มากๆ เพราะผู้จัดการกองทุนบ้านเรา ไม่ได้ใช้ความสามารถในการซื้อขายหรือทำกำไรใดๆทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่เขาทำก็คือ ยกหูโทรศัพท์ กดคอมพิวเตอร์เพื่อส่ง Order ซื้อขายกองทุนปลายทางในต่างประเทศ และทำบัญชีกองทุน ซึ่งผมเองคิดว่างานเพียงแค่นี้ ไม่เหมาะสมกับค่าธรรมเนียมระดับ 1.5% เลยแม้แต่น้อยครับ จริงๆเก็บแค่ 0.4 - 0.5% ก็พอแล้วครับ  อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมในการลงทุนของกองทุนประเภทนี้นั้น ต้องดูว่าเหมาะสมไหมในแต่ละบุคคลนะครับ